AssetOnTIME ณัฐกิตติ์ เงาวิจิตรไพศาลFChFP, ChLP Ch.13: นิยามของผู้สูงอายุกำลังจะเปลี่ยนไป

                                      

AssetOnTIME

ณัฐกิตติ์ เงาวิจิตรไพศาลFChFP, ChLP

Ch.13: นิยามของผู้สูงอายุกำลังจะเปลี่ยนไป

นิยามของผู้สูงวัยในปัจจุบันที่บอกว่า ผู้สูงวัย คือผู้ที่มีอายุ60ปีขึ้นไป กำลังเป็นปัญหาในหลากหลายมิติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของอายุคนไทยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอายุเฉลี่ยคนไทยสูงขึ้น หากลองเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่กำลังจะนิยามอายุผู้สูงวัยเขยิบไปที่75ปี

แล้วการนิยามผู้สูงวัยมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจบ้าง ผมจะขอลงทีละประเด็นครับ

1.หากเรานิยามว่าผู้สูงวัยคือผู้ที่อายุ60ปี นั่นหมายความว่า คนกลุ่มนี้กำลังจะหยุดการทำงานเมื่ออายุ60ปี ซึ่งหากอายุขัยไม่มากเหมือนก่อน ก็คงอยู่ได้ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่ปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยแล้วสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วผู้สูงวัยจะมีเงินกินใช้อยู่ยาวนานขึ้นได้อย่างไร แบบนี้ย่อมส่งผลกระทบแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการบำนาญ สวัสดิการรัฐ และภาคสังคมต่างๆที่ต้องเข้ามาช่วยดูแล ดังนั้นการปรับนิยามของผู้สูงวัยเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำให้สอดคล้องกับอายุขัยเฉลี่ยที่คาดการณ์ไว้อย่างเหมาะสม

2.การเก็บออมเงิน รวมถึงการบริหารเงินเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักมากขึ้น ไม่นับรวมว่าเราต้องทำงานในวัยที่อายุมากขึ้นแล้ว แต่ต้องมีการคิด วางแผนให้รอบคอบเพราะอายุขัยที่เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องมีปัจจัยเรื่องเงินอย่างพอเพียง เพราะข้อมูลจากนักประชากรระบุว่าเด็กที่เกิดในปีค.ศ.2010 จะมีอายุเฉลี่ยถึง100ปี เลยทีเดียว ซึ่งข้อดีคือเราต้องใช้ประโยชน์จากเวลาที่เพิ่มมากขึ้นมาคำนวณในการวางแผนการลงทุนให้มากขึ้น

3.เมื่อก่อนเราจะแบ่งช่วงอายุคนออกเป็น3ช่วง คือ วัยเรียน วัยทำงาน และวัยเกษียณ แต่ในปัจจุบันเราอาจจะต้องแบ่งช่วงวัยออกให้มากกว่านั้น เพราะคนต้องอยู่บนโลกนี้นานขึ้น และโลกก็เปลี่ยนไปเร็วมาก ดังนั้นหากเราหยุดการเรียนรู้ก็จะเป็นปัญหาในการอยู่รอดในโลกอนาคต สังคมจึงควรนิยามคนในวัยเรียนให้เป็นทุกช่วงอายุ เพื่อให้อยู่บนโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้อย่างดีมากขึ้น

4.กางลงทุนที่น่าสนใจที่สุด คือ การลงทุนในตัวเอง การเรียนรู้ และ พัฒนาตัวเอง เป็นเรื่องที่จำเป็นในสังคมที่ผู้คนมีอายุสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะทุกคนต้องอยู่บนโลกใบนี้นานขึ้น โอกาสที่จะมีอาชีพใหม่ๆมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกันกับที่มีอาชีพที่ตกงานและสูญหายไปเพิ่มขึ้นเรื่อยเช่นเดียวกัน อะไรที่เคยหาเงินหางานได้ในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าปีหน้าจะยังหาเงินได้อยู่ ดังนั้น การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจะเป็นปัจจัยที่สําคัญมากๆแน่นอน

5.เรื่องของสุขภาพระบุว่าคนไทยมีแนวโน้มป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อสูงขึ้น เช่น โรคเบาหวาน หรือ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้นอกจากจะทำให้ร่างกายในวัยชราไม่ดีแล้ว ยังทำลายเศรษฐกิจทั้งของส่วนตัวและสังคมโดยรวมด้วย ดังนั้น แม้อายุจะยืนขึ้นแต่คงไม่ดีแน่หากจะต้องแบกโรคเหล่านี้ติดตัวไปด้วย ดังนั้นการดูแลสุขภาพและการออกกำลังเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

การเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้นแบบฉับพลัน รวดเร็วแบบไม่เคยเกิดขึ้นมากก่อน ความล่าสมัยจะเกิดขึ้นในทุกๆวัน เราจำเป็นต้องปรับตัว เรียนรู้ และทุกคนต้องเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ต้นทุนที่ทุกคนจำเป็นต้องเตรียมพร้อมคือ การเรียนรู้ พัฒนาตัวเอง สุขภาพร่างกาย และที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมความพร้อมเรื่องเงิน ที่ต้องมีความพร้อมในทุกๆช่วงอายุ อย่าหวังพึ่งสังคม อย่าหวังพึ่งภาครัฐ อย่าหวังพึ่งโชคชะตา ตัวเราเองเท่านั้นที่จะทำให้เราอยู่รอดได้ทุกช่วงวัย

รู้อย่างนี้แล้ว

รีบวางแผนการเงินให้ตัวเองด่วนๆครับ

ณัฐกิตติ์ เงาวิจิตรไพศาล FChFP ,ChLP

#AssetOnTIME