การเงินเรื่องบู๋ๆ โดยตระหนัก นิติวงศ์ FChFP, CFP® ได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ คุยกันให้เคลียร์...

การเงินเรื่องบู๋ๆ โดยตระหนัก นิติวงศ์ FChFP, CFP®

 

ได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ คุยกันให้เคลียร์...

 

สมมุติว่าเพื่อเรามาชวนเราลงทุน เป็นเวลา 5 ปี โดยเราลงทุนไป 1,000 บาท แล้วเราจะได้เงินปันผลทุกปีทั้งหมด 5 ปี ปีละ 50 บาท และเมื่อครบ 5 ปีแล้วเพื่อนจะคืนเงินลงทุนให้กับเราเป็นมูลค่า 1,200 บาท หรือคิดเป็นมูลค่าผลการลงทุนเท่ากับ 1450 บาท

คำถามคือ แล้วการลงทุนมันคิดเป็นกี่ % กันแน่???

.

 

คำถามนี้ถามง่าย แต่เวลาตอบจริงๆ คำตอบมันมีเยอะแยะไปหมด เพราะว่าเวลาเราคิดผลตอบแทนเรามีวิธีคิดคำนวณกันด้วยหลักการต่างๆนานา ซึ่งความจริงมันก็ไม่ได้มีผิดหรือถูก เพียงแต่เวลาจะคุยกันก็ต้องมาสรุปวิธีคำนวณให้ตรงกันด้วย เวลาคุยกันจะได้เข้าใจกันได้ตรงกัน

.

 

Holding Period Return ตกลงเราได้ผลตอบแทนทั้งหมดกี่%

 

Holding Period Return (Holding Period Yield) อันนี้น่าจะเป็นผลตอบแทนที่เราเข้าใจกันได้ง่ายที่สุดแล้ว คือ มูลค่าการลงทุนปลายทาง + กระแสเงินสดที่ได้ระหว่างทาง - มูลค่าการลงทุนต้นทาง จากนั้นเอาค่าที่ได้ มาหารด้วย การลงทุนต้นทาง ก็จะได้เป็นเปอร์เซ็นต์กำไรต่อการลงทุนนั่นเอง

 

(มูลค่าการลงทุนปลายทาง + กระแสเงินสดที่ได้ระหว่างทาง - มูลค่าการลงทุนต้นทาง)(มูลค่าการลงทุนต้นทาง)

ดังนั้นหากคำนวณแล้ว

มูลค่าต้นทาง = 1,000 บาท

มูลค่าปลายทาง = 1,200 บาท

กระแสเงินสดระหว่างทาง = 5*50 = 250 บาท

 

เข้าสมการ (1,200+250-1000)/1000 = 0.45 = 45%

 

แล้วคิดเป็นผลตอบแทนต่อปีเท่าไหร่??? คิดแบบง่ายๆจับหารไปเลย…

 

เมื่อเราดูการลงทุนตลอด 5 ปี ลงทุนได้ 45% คิดเป็นผลตอบแทน 45/5 = 9% ต่อปี

 

แต่เดี๋ยวก่อน… แบบนี้มันไม่ใช่การคำนวณแบบทบต้นทบดอกนะจ๊ะ เพราะถ้าเราเอาเงินก้อนนี้ไปฝากธนาคารที่ให้ผลตอบแทนทบต้นทบดอก แท้ที่จริงผลตอบแทนแบบทบต้นทบดอกจะไม่ใช่ 9%นะ

ไม่เชื่อลองเอา 1,000+9% ทั้งหมด 5 ครั้ง ทบต้นทบดอก จะพบว่าเราได้ผลลัพธ์เท่ากับ 1,677.10 บาท แสดงว่าถ้าเราฝากทบต้นทบดอกจริงๆมันก็จะได้ไม่ถึง 9% แน่ๆ

 

ดังนั้น เราจึงคำนวณผลตอบแทนแบบที่เรียกว่า Effective Annual Rate  หรือผลตอบแทนทบต้นต่อปีด้วยการนำเอา HPY(%)บวกด้วย 1 แล้วถอดรากด้วยปีที่ลงทุน จากนั้นนำค่าที่ได้มา ลบออกด้วย 1 อีกครั้ง ก็จะได้ออกมาเป็นผลตอบแทนทบต้นต่อปีนั่นเอง

 

จากคำถาม...

HPY = 45%

จำนวนปีที่ลงทุน = 5

 

จะคำนวณได้ว่า (1+0.45)^() - 1 = 0.07714 = 7.714% ต่อปี

 

ไม่เชื่อลองเอาค่านี้กลับไปคิดแบบทบต้นทบดอกดู...จะได้ใกล้ๆกับ 1,450 บาท

 

ดังนั้น หากเราคุยเรื่องผลตอบแทน เราต้องดูดีๆว่าวิธีคำนวณนั้นเป็นอย่างไร จะได้ไม่เข้าใจผิดกันได้นะครับ

.

.

.

 

เพิ่มเติมอีกนิดนึง

 

สำหรับการลงทุนที่เราเห็นกันในข่าวต่างๆ เราจะเห็นตัวเลขหนึ่งที่เราพูดกันบ่อยๆ นั่นคือ อัตราผลตอบแทน (คำนี้อีกแล้ว) ซึ่งสิ่งนี้เราเรียกสั้นๆกันว่ายีลด์ (Yield) แต่เราต้องเข้าใจกันก่อนว่าตัวเลขนี้ โดยทั่วๆไปคำนี้จะมาจากการคำนวณจาก รายได้ที่ทรัพย์สินนั้นให้ในแต่ละปี หารด้วย ราคาของสินทรัพย์นั้น

 

หุ้น... กำไรสุทธิ หารด้วย ราคา ณ ตอนนั้น เรียกว่า Earnings Yield

.

 

หุ้น… เงินปันผล หารด้วย ราคา ณ ตอนนั้น เรียกว่า Dividend Yield (ซึ่งโดยปกติค่านี้จะน้อยกว่า Earnings Yield อยู่แล้ว เพราะกำไรจากธุรกิจอาจจะปันผลไม่ทั้งหมด 100%)

.

 

ตราสารหนี้.. ดอกเบี้ยจ่าย หารด้วย ราคาซื้อขาย ณ ตอนนั้น เรียกว่า Current Yield หรือที่เราเรียกว่า Bond Yield นั่นแหละ

.

 

สังเกตว่าค่านี้มีตัวตั้งและตัวหาร อย่างแรกที่เรามองคือตัวหาร(ราคา) เมื่อราคาของสินทรัพย์นั้น เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆเพราะเป็นที่ต้องการของนักลงทุนมากขึ้น ก็จะทำให้ Yield ของสินทรัพย์นั้นลดลง (ผู้ลงทุนรายใหม่ที่มาซื้อไปจะได้รับผลตอบแทนน้อยลง) ซึ่งนั่นก็จะสัมพันธ์กันว่า หากสินทรัพย์ที่ให้ Yield ได้น้อยลง ก็แปลได้ว่าราคาของสินทรัพย์เพิ่มขึ้นนั่นเอง

 

ส่วนตัวตั้งที่เป็นรายได้จากสินทรัพย์นั้นๆ แน่นอนว่าหากในภายภาคหน้ามีการปรับเพิ่มหรือลดลง ก็จะทำให้อัตราผลตอบแทนเปลี่ยนไปได้เหมือนกัน แต่ในทางปฏิบัติ ค่านี้จะเปลี่ยนได้ช้ากว่าราคาสินทรัพย์ เค้าเลยไปโฟกัสที่ราคาของสินทรัพย์มากกว่า

 

ดังนั้นเวลาพูดถึงกระแสเงินสดของสินทรัพย์ ต่อ ราคาซื้อขายของสินทรัพย์นั้น เราเรียกว่า Yield ก็จะเป็นที่เข้าใจกันแบบนี้เอง

 

เรื่องการคำนวณผลตอบแทนความจริงยังไม่หมด เดี๋ยวโอกาสหน้าเอามาเล่าให้ฟังต่อไปอีกนะจ๊ะ

 

#THAIFA “รวมพลัง สร้างอนาคต”